วันพฤหัสบดีที่ 31 กรกฎาคม พ.ศ. 2557

เครื่องลางโชคลาภ ชูชก พราหมณ์เฒ่ามหาลาภ


                                      ชูชก พราหมณ์เฒ่ามหาลาภ

ชูชก พราหมณ์แก่ หลังโก่ง ตาถลน เนื้อตัวมีเส้นเอ็นปูดโปน ผิวพรรณมีแต่ไฝฟ้าขี้แมลงวัน พุงโลไม่น่าเชื่อว่าท่าทางอัปลักษณ์นี้ แต่กลับเป็นมีโชคอย่างน่าอิจฉา จนเป็นเครื่องลางโชคลาภ ที่เป็นที่นิยมในที่สุด ตามท้องเรื่องพระเวสสันดรกล่าวว่าตาเฒ่าชูชกมีอาชีพเป็นขอทานที่ขยันขันแข็งเที่ยวขอทานเก็บเงินจนมีฐานะร่ำรวย แต่ก็ยังไม่วายที่จะตระเวนขอทานไปเรื่อยๆ ด้วยความที่กลัวว่าเงินจะถูกขโมย ตาเฒ่าจึงนำไปฝากสหายพราหมณ์สองผัวเมีย แล้วตัวเองก็เดินทางขอทานต่อไปและไม่ได้กลับมาทวงเงินคืนเป็นเวลานานมาก แต่วันหนึ่ง เฒ่าชูชกนึกขึ้นได้จึงกลับไปทวงเงินคืนจากสหาย แต่สหายกลับใช้เงินนั้นไปจนหมดแล้ว เกรงว่าจะผิดใจต่อกันจึงยกนางอมิตดาลูกสาวคนสวยให้แทน กลายเป็นว่าชูชกโชคช่วยได้เมียเด็กเมื่อครั้นจะเข้าปาไปทูลขอกัณหาชาลี พระกุมารของพระเวสสันดร เพื่อให้มาเป็นทาสีทาสารับใช้ นางอมิตดาเมียสาวก็กลับกลายเป็นคุณประโยชน์ให้พระเวสสันดรได้บำเพ็ญเพียรครั้งยิ่งใหญ่ เฒ่าชูชกจึงพลอยได้กุศลทานในครั้งนี้ด้วย ระหว่างทางกลับบ้านได้ถูกพระเจ้ากรุงสญชัยเข้าใจผิดคิดว่าเป็นผู้นำพระกุมารกลับสู่กรุง จึงประทานรางวัลเป็นแก้วแหวนเงินทองและปราสาทเจ็ดชั้นพร้อมนางสนมกำนัลมากมายให้ ตาเฒ่าชูชกจึงเปรมปรีดิ์จนลืมนางอมิตดาไปเลย แม้ว่าภายหลังจะพบกับจุดจบแบบพิสดารท้องแตกตายก็ตาม แต่ช่วงชีวิตบั้นปลายของตาเฒ่าร่างร้ายนี้ก็มีแต่โชคลาภ


โชคของเฒ่าชูชกเหล่านี้จึงเป็นที่มาของของลัง ชูชกมหาลาภปั้นหล่อพิมพ์ลอยด้วยทองแดง ดินเผา เงิน ทองเหลือง ตะกั่ว สัมฤทธิ์และแกะไม้ เป็นรูปชายแก่มุ่นผมมวยแบบพราหมณ์ นุ่งโจงกระเบนไม่สวมเสื้อ หนวดเคายาว ท้องป่องถือไม้เท้า และสะพายย่ามมีอานุภาพด้านบันดาลโชคลาภ เมตตามหานิยมตามแบบประวัติของตาเฒ่า นอกจากนี้ยังนิยมสร้างแบบเหรียญและผ้ายันต์อีกด้วยซึ่งอานุภาพของ ชูชกมหาลาภนี้ ผู้บูชาต้องยึดมั่นในความขยันและซื่อสัตย์สุจริตตามแบบชูชกในท้องเรื่องพระเวสสันดรควบคู่ไปด้วย

คาถาบูชาชูชก

นะโม 3 จบ

อิติ สุคะโต ชะนาสุโภ ชูชะโก สุคะโต อิติ

คาถาอธิษฐานขอพรจากชูชก

นะโม 3 จบ

อุล ลุม ปะฐะ มัง ภันเต ยัง ยัง ปุริโสวา อิตถีวา ทุเรหิวา สมิเปหิวา

เถรัสสะ อานุภาเวนะ สทาโหติ ปิยังมะมะ

เมื่อว่าคาถานี้จบแล้วให้ตั้งจิตอธิษฐานถึง ชูชกมหาลาภ

ให้ช่วยเหลือในสิ่งที่ปรารถนา

วันพุธที่ 30 กรกฎาคม พ.ศ. 2557

ความลับจากสิ่งเหนือธรรมชาติ

ความลับจากสิ่งเหนือธรรมชาติ

เรื่องราวของเครื่องรางของขลัง เป็นเรื่องคุ้นหูที่ลึกลับและกว้างขวางที่มีประวัติมาอย่างยาวนานในประเทศไทยสมัยโบราณ เครื่องรางของขลังเป็นสิ่งที่ปลุกสร้างขึ้นมาเพื่อให้นักรบมีไว้ติดตัวเป็นมงคลและขวัญกำลังใจเพียงอย่างเดียว อันมีพระเกจิผู้เรืองเวทเป็นผู้ประดิษฐ์คิดสร้างขึ้นโดยเลือกใช้วัสดุจากธรรมชาติที่เชื่อถือกันว่ามีความศักดิ์สิทธิ์ในตัว มีเทวดาคอยปกปักรักษาหรือใช้วัสดุที่เชื่อว่ามีความอาถรรพณ์ลึกลับและนำมาเล่นแร่แปรธาตุปลุกเสกตามวิชาไสยเวทจนกลายเป็นวัตถุที่มีความมหัศจรรย์และสามารถปกป้องคุ้มภัย หรือบันดาลความเป็นไปต่างๆ ในชีวิตมนุษย์ได้

อาจกล่าวได้ว่าเรื่องลึกลับและความมหัศจรรย์นั้น หาคำตอบไม่ได้เพียงแต่รับรู้และเข้าใจกันว่าเป็นศาสตร์ที่เชื่อถือกันมานมนานมาตั้งแต่โบราณและจะยังคงดำเนินเรื่อยไปไม่มีที่สิ้นสุด แรกเริ่มเดิมทีมนุษย์มีความเชื่อและเกรงกลัวต่อปรากฏการณ์ทางธรรมชาติ นับถือภูตผีเป็นเทพเจ้า เมื่อต้องการให้เกิดความสำเร็จผลในสิ่งใด ก็จะพึ่งพาการสวดอ้อนวอนขออำนาจจากเทพเจ้าให้มาบันดาลให้ หากได้สมปรารถนาก็จะตอบแทนด้วยการบูชาบวงสรวง และเพิ่มพูนความเชื่อมั่นโดยกระทำสืบต่อกันมาเป็นประเพณี คราใดที่เกิดเหตุร้ายหรือภัยธรรมชาติก็ยังคงเชื่อกันว่าเป็นการกระทำด้วยความพิโระของเทพเจ้าก็จะประกอบพิธีกรรมบวงสรวงตลอดจนกลายมาเป็นวิชามนตร์ดำหรือไสยศาสตร์เพื่อติดต่อกับเทพเจ้าที่นับถือในที่สุด

ตามธรรมดามนุษย์มักต้องการเอาชนะธรรมชาติและอ้อนวอนธรรมชาติไปพร้อมๆกัน จึงได้คิดค้นพิธีกรรมหรือกรรมวิธีใหม่ๆโดยใช้อำนาจของจิตหรือพลังจิตในการบังคับควบคุมสิ่งต่างๆให้เป็นไปตามความต้องการได้โดยผู้ที่จะทำได้นั้นคือผู้ที่มีจิตใจมุ่งมั่นต่อสิ่งใดสิ่งหนึ่งที่ตนต้องการอย่างแน่วแน่ จนกระทั่งสิ่งใดสิ่งหนึ่งนั้นสัมฤทธิ์ผล หรือเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า เป็นผู้มีวิชาแห่งจิตแก่กล้าสิ่งเหล้านี้คือการอธิษฐานจิต

เมื่อมนุษย์นั้นเชื่อมั่นในการอธิษฐานจิตของตนเอง จึงคิดค้นการส่งต่อหรือบรรจุความมุ่งมั่นแห่งจิตนั้นไว้ในสิ่งใดสิ่งหนึ่งและสิ่งที่ถูกเลือกนั้นคือ “วัตถุบางอย่าง” อันประกอบสร้างขึ้นมาจากแร่โลหะดินกระดูกชิ้นส่วนจากสัตว์ที่มนุษย์เชื่อว่ามีความอาถรรพณ์วิเศษ ผนวกกับความเชื่อเรื่องโชคลางอันหมายถึงทั้งเหตุร้ายและเหตุดี และนำมาผสมผสานกับจิตอธิษฐาน อันแน่วแน่ของตน (คือ การปลุกเสกหรือบริกรรมคาถานั่นเอง) ดังนั้น “วัตถุบางอย่าง” จึงได้ถือกำเนิดขึ้นมาเพื่อป้องกันและยับยั้งเหตุร้ายอย่างสมบูรณ์ ซึ่งมีรูปแบบและลักษณะต่างๆทั้งเครื่องพก เครื่องห้อย เครื่องคาด หรือแม้กระทั่งเครื่องอม สามารถจำแนกได้ดังนี้

วัตถุที่เรียกว่า “เครื่องราง” คือ วัตถุตามธรรมชาติที่มนุษย์สร้างและปลุกเสกขึ้นเพื่อให้เกิดมีพลังอาถรรพณ์และวัตถุที่เรียกว่า “ของขลัง” คือ วัตถุตามธรรมชิตที่เชื่อกันว่ามีความวิเศษในตัวเองแม้ไม่ได้รับการปลุกเสก และชนิดสุดท้ายเรียกว่า “เครื่องรางของขลัง” การนำวัตถุตามธรรมที่เชื่อว่ามีความวิเศษ มาปลุกเสกให้เกิดพลังปาฏิหาริย์โดยผู้ที่ทำหน้าที่สร้างและปลุกเสกนี้มีสองประเภทคือ ผู้ที่มีจิตมุ่งมั่นต้องการช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ในทางหนึ่งที่ตนถนัด และผู้ที่มีจิตตกต่ำที่ต้องการช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ในทางหนึ่งที่ตนถนัด และผู้ที่มีจิตตกต่ำที่ต้องการให้ผู้อื่นตกอยู่ภายใต้อาณัติของตนเท่านั้น ดังจะพิจารณาได้จากตำนานหรือเรื่องเล่าต่างๆ ของเกจิพระอาจารย์ผู้มีจิตเหนือมนุษย์และคนบางกลุ่มที่มีจิตลุ่มหลงไปในทางเสื่อมที่ใช้สิ่งอันดำมืดเป็นเครื่องมือเพื่อมุ่งร้ายผู้อื่น

ดังนั้นจึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่มนุษย์มีความเชื่อและนิยมหาเครื่องรางของขลังที่มีคำร่ำลือว่าสามารถป้องกันสิ่งอัปมงคลและบันดาลให้เกิดโชคลาภได้มาบูชา แม้จะเป็นความเชื่อส่วนบุคคลแต่จำนวนผู้บูชากลับมีให้เห็นอยู่เป็นจำนวนไม่น้อยซึ่งต่างก็เชื่อว่าได้เกิดเหตุการณ์อันลึกลับมหัศจรรย์อยู่บ่อยครั้ง

แต่สิ่งที่ผู้นิยมและผู้ที่สนใจควรทราบเป็นอันดับแรกคือความเป็นมา ความเชื่อ ความหมาย ความสำคัญของเครื่องรางของขลังแต่ละชนิดรวมทั้งชนวนมวลสารที่ใช้ประกอบขึ้นมาซึ่งมีทั้งมวลสารอันเป็นมงคลและมวลสารอันไม่เป็นมงคล เพื่อรับทราบถึงคุณและโทษ รวมถึงความอันตรายของของขลังบางชนิดที่ไม่อาจมองเห็นได้ด้วยตาเปล่าด้วย

สำหรับผู้ที่ยังมีข้อกังขาและไม่แน่ใจในเรื่องเหล่านี้ อาจเป็นเพราะ “ความไม่สนใจ” นั่นเองที่เป็นประตูกั้นความเชื่อ ซึ่งประตูนั้นอาจจะระเบิดออกมาได้ในสักวันหนึ่ง หรืออาจจะปิดตายไปตลอดกาลก็ตามแต่ ก็ให้ถือเสียว่านี่คือความรู้เท่านั้นก็พอ สำหรับคนที่เชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่ง ก็ไม่ได้แปลว่าเป็นคนที่งมงายหรือว่าล้าหลังแต่อย่างใด เพราะแม้แต่ในบางครั้ง “บางสิ่ง” ที่เกิดขึ้นก็ไม่อาจจะหาคำตอบเพื่ออธิบายและไม่อาจปฏิเสธได้ว่า “ไม่มี” เพราะตามปกติแล้วมนุษย์มีความต้องการที่จะควบคุมธรรมชาติและยังต้องการเป็นผู้ชนะในทุกสิ่งไม่เว้นแม้แต่ความเชื่อของตนเอง.