วันเสาร์ที่ 27 ธันวาคม พ.ศ. 2557

เดือยพญางูเหลือม อาวุธลับของอนาคอนดา

เดือยพญางูเหลือม อาวุธลับของอนาคอนดา

ในโลกนี้มีงูไม่ต่ำกว่า 3,500 ชนิด ในประเทศไทยพบงูไม่ต่ำกว่า 180 ชนิด ในจำนวนนี้เป็นงูพิษ 45 ชนิด และงูพิษอ่อนที่เป็นอันตราย 12 ชนิด แต่มีเพียง 1 ชนิดเท่านั้นที่ไม่มีพิษแต่มีขนาดใหญ่และยาวที่สุดในโลก นั่นคือ งูเหลือม ด้วยความยาวเฉลี่ย 7 – 10 เมตร เคลื่อนไหวเชื่องช้า ออกหากินกลางคืนทั้งบนบกและในน้ำ อาศัยนอนตามโพรงดินโพรงไม้ในที่มืดและเย็น มีผิวเกล็ดเรียบสีน้ำตาลเหลืองลายข้างตัวเป็นวงสีขาวล้อมด้วยสีดำ ภายในสะดือของงูเหลือมมีอวัยวะเล็กๆงอยื่นออกมาลักษณะคล้ายตะขอ 1 คู่ เรียกว่า “เดือย”

เดือยงูเหลือม หรือ เดือยพญางูเหลือม เกิดเฉพาะงูเหลือมตัวผู้ที่อายุมากแล้วเท่านั้นจึงเป็นที่มาของสมญานาม “พญางูเหลือม” กล่าวกันว่างูเหลือมที่มีอายุมากจะไม่เลื้อยออกไปหากินไกลๆแต่จะเลื้อยเป็นวงกลมไปพร้อมๆ กับใช้เดือยฝังลงในดินขีดเส้นทำอาณาเขตไว้และนอนรอเหยื่อให้เข้ามาติดกับอยู่นิ่งๆ ทันทีที่เหยื่อเข้ามาในอาณาเขตก็จะตกเป็นอาหารของมันในที่สุดนอกจากนี้ยังเป็นการเรียกร้องให้งูเหลือมตัวเมียเข้าใกล้ผสมพันธุ์ได้ ยิ่งงูเหลือมมีอายุมากเดือยก็จะยิ่งมีขนาดใหญ่

คนโบราณเชื่อว่าเดือยพญางูเหลือมเป็นของอาถรรพณ์มีมนต์วิเศษมหาจังงัง และมีอานุภาพที่เร้นลับศักดิ์สิทธิ์เป็นของวิเศษผู้ใดมีไว้ครอบครองจะมีโชค มีลาภเข้ามาโดยตลอด ชีวิตรุ่งเรือง ทำมาค้าขายหากินง่ายขึ้นอย่างเหลือเชื่อ และเป็นเครื่องรางที่เด่นด้านให้โชคลาภจากการเสี่ยงโชคโดยเฉพาะ จึงมีบันทึกไว้ในตำราโบราณถึงการเข้าถึงถ้ำลึกด้วยความยากลำบากกว่าจะหาพลีเดือยงูเหลือมมาทำเครื่องราง กล่าวกันว่าจะต้องใช้เฉพาะตัวที่ตายพรายเท่านั้น นำมาตากให้แห้ง ปลุกเสกแล้วปิดทองเฉพาะส่วนที่คล้ายเขี้ยวตะขอ พันด้วยด้ายสีแดงกลางเดือยหรือพันสายสิญจน์ลงยันต์ตลอดทั้งเดือย บ้างก็เลี่ยมกรอบแช่น้ำมัน


พุทธคุณของเดือยพญางูเหลือมเลื่องลือด้านเสี่ยงโชค พกไว้ก็เกิดโชคลาภ เรียกเงิน เรียกทอง ช่วยให้ค้าขายคล่องลูกค้าเข้าร้านไม่ขาดสายและว่ากันว่าดีทางการพนัน มีอำนาจลึกลับที่บันดาลชีวิตความเป็นอยู่ของผู้บูชาเจริญรุ่งเรืองขึ้นอย่างน่าอัศจรรย์ อีกทั้งยังมีพลังทางเสน่ห์ดึงดูดเพศตรงข้าม เช่นเดียวกับงูเหลือมที่มีเดือยสามารถสะกดเหยื่อและงูเหลือมตัวเมียให้เดินเข้ามาหามันเองได้

คาถาบูชาพญางูเหลือม

นะโม 3 จบ

โอมตะมังถังปะกาเสนโต สัดทาทะไกรสราช สีห์วิยะ อิทังคาถะมาหะ

เมื่อท่องคาถาเสร็จแล้วใช้เดือยทั้งสองข้างจิกลงที่พื้นดิน

และให้อธิษฐานขอพรตามปรารถนา

วันศุกร์ที่ 12 ธันวาคม พ.ศ. 2557

จิ้งจกสองหาง พิการ หรือ มหัศจรรย์

 จิ้งจกสองหาง พิการ หรือ มหัศจรรย์
แม้แต่จิ้งจกที่เกาะแปะอยู่ตามฝาผนังบ้านก็อดไม่ได้ที่จะขึ้นทำเนียบเครื่องรางของขลังกับเขาเหมือนกันแต่ก็ใช่ว่าจะเป็นจิ้งจกธรรมดาๆ เสียเมื่อไหร่เพราะจิ้งจกชนิดนี้เป็นจิ้งจกแปลกที่มีหางสองหาง

เครื่องรางชนิดนี้ก็คือ ซากจิ้งจกที่มีส่วนหางเป็นแฉก มีความเชื่อว่าจิ้งจกนี้จะนำลาภมาให้ คนสมัยโบราณมักจะนำซากจิ้งจกนี้ไปถักเชือกลงรักเลี่ยมกรอบใช้เป็นเครื่องรากพกพาติดตัว โดยหางที่สองอาจเกิดจากความผิดปกติของยีนในตัวจิ้งจก จึงมีกระดูกอ่อนเล็กๆอีกชิ้นหนึ่งยื่นออกมจากบริเวณปลายหางเล็กน้อยมองเห็นเป็นสองแฉก ซึ่งในร้อยตัวอาจจะพบเจอจิ้งจกพิสดารนี้สัก 2 – 3 ตัว จึงกลายเป็นเรื่องมหัศจรรย์ไปเสียเฉยๆ ตามธรรมชาติของหางจิ้งจกนั้นเมื่อขาดไปแล้วจะสามารถงอกใหม่ได้ จิ้งจกจะสละหางเพื่ออำพรางศัตรูแล้วตัวมันก็หนีไป แต่ในทางความเชื่อเรื่องอิทธิฤทธิ์ปาฏิหาริย์จิ้งจกสองหางถือว่าเป็นความโชคดีอย่างยิ่งสำหรับผู้ที่มีไว้ในครอบครอง

ความเป็นมาของเรื่องราวชนิดนี้ว่ากันว่าเป็นวิชาเวทโบราณเป็นวิชาแก้วสารพัดนึก สามารถเรียกโชคลาภและเด่นไปในทางเสน่ห์กามคุณ กล่าวกันว่าเมื่อจิ้งจกพิสดารนี้ตายซากจะไม่เน่าแต่จะแห้งแข็งคล้ายหิน อย่างไรก็ดีก็ยังมีผู้ที่ทำของปลอมเลียนแบบเข้าใจว่าเป็นเพราะจิ้งจกที่มีลักษณะพิกลนี้เป็นของหายาก ทำเลียนแบบนั้นง่ายกว่ากันเยอะเอาจิ้งจกทั่วไปมารีดหางออกให้เป็นสองแฉกแล้วนำไปเลี่ยมกรอบแล้วกล่าวอ้างสรรพคุณให้ดูสมจริง แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าผู้ที่จะเช่าเขาจะแยกแยะของจริงของปลอมไม่ออก



การสร้างเครื่องรางชนิดนี้ก็ไม่ได้จำกัดแค่ซากของจิ้งจกที่มีสองหางเท่านั้นยังมีทั้งการแกะงา กะลาตาเดียว และไม้กัลปังหาดำเป็นรูปจิ้งจกสองหางอุดด้วยผงยันต์จากหางของจิ้งจกตัวผู้กับตัวเมียธรรมดาอย่างละหนึ่งตัวบดกับยันต์ใบไม้ชนิดหนึ่งที่เขียนรูปจิ้งจกแล้วชุบน้ำมันอีกวิธีหนึ่งคือ สร้างมาจากเนื้อผสมบ้าง ทองแดงบริสุทธิ์บ้างและโลหะอาถรรพณ์ต่างๆ หล่อเป็นรูปจิ้งจกตัวอ้วนท้วนมีหางสองแฉกแล้วลงอักขระชุบน้ำมันเสน่ห์ นอกจากนี้ยังมีผ้ายันต์ แผ่นยันต์โลหะและการสักยันรูปจิ้งจกด้วยสีดำ แดง และน้ำมัน โดยการสักนั้นมีทั้งการสักเป็นตัวจิ้งจกสองหาง จิ้งจกธรรมดาแบบตัวเดียว หรือสองตัวซึ่งมีลักษณะของหางเกี่ยวรัดกัน อันเป็นความเชื่อในเรื่องกามคุณทางนี้โดยเฉพาะ นิยมสักไว้ในที่ลับหรือตามแขนขาเชื่อกันว่าเป็นเสน่ห์เมตตามหานิยม เจรจาธุระสิ่งใดก็คล่องแคล่วไม่มีอุปสรรค

คาถาบูชาจิ้งจกสองหาง

ตั้งนะโม 3 จบ

อะอิ อะมะ อะมะอะ อิ อะอิจะหัง

อะมะสวาหะ เอหิ อะมะปิ ยะ ธิ ตา มานิ มานะ นะมะพะทะ

เมื่อว่าคาถาแล้ว ต้องทำเสียง “จุ๊ จุ๊ ... จุ๊ จุ๊” แล้วเคาะที่ตัวจิ้งจกเบาๆ

วันเสาร์ที่ 2 สิงหาคม พ.ศ. 2557

เครื่องลางโชคลาภ นกคุ้มปาฏิหาริย์ในอัคคี

นกคุ้มปาฏิหาริย์ในอัคคี

นกคุ่ม หรือ นกคุ้ม เป็นนกตัวเล็กอ้วนอุ้ยอ้าย มองเผินๆ คล้ายนกกระทา ชอบวิ่งเล่นอยู่กับดิน ชอบซุกอยู่ตามกอหญ้าริมท้องนา หากินเป็นฝูงหรือไปเป็นคู่ มีลายสีเหลืองหรือสีน้ำตาลเข้มมีจุดประสีดำตามตัว ปีกแข็งบินได้ปราดเปรียว มีหลายชนิดแต่ละชนิดมีขนาดสีและลายขนต่างกัน จัดว่าเป็นนกที่พบเจอได้ยาก

เหตุที่นกคุ่มหรือนกคุ้มได้รับความเชื่อถือและยกระดับให้เป็นของขลังอันศักดิ์สิทธิ์นั้นเริ่มต้นมาจากชาดกตอนหนึ่งในพระเจ้า 500 ชาติในอดีตกาลหนึ่งขณะพระพุทธเจ้าพร้อมด้วยภิกษุสงฆ์ได้ไปบิณฑบาตในหมู่บ้านชาวมคธและเมื่อฉันเสร็จแล้วก็เสด็จไปตามทางก็พบไฟป่ากำลังโหมอย่างร้อนแรง ชาวบ้านต่างกลัวตายจึงพากันดับไฟกันอย่างชุลมุน แต่ถูกพวกภิกษุสงฆ์ห้ามไว้และเตือนให้อยู่ในอาการที่สงบทันทีที่เปลวไฟป่าลามใกล้เข้ามาหาพระพุทธองค์อยู่ๆก็ดับไปเองสร้างความแปลกประหลาดใจแก่ภิกษุทั้งหลาย เพื่อคลายความสงสัยของพวกภิกษุ พระพุทธองค์จึงตรัสปรารภถึงไฟป่าที่ดับมอดลงนั้นว่าเหตุที่ไฟไหม้มาถึงบริเวณนี้แล้วดับมอดลงนั้น หาใช่เป็นอานุภาพของพระองค์ในบัดนี้ หากแต่เป็นพลานุภาพของคำสัตยาธิษฐานเมื่อครั้งที่เคยเสวยชาติเป็นลูกนกคุ่มต่างหาก และทรงนำชาดกอดีตชาติในครั้งนั้นมาแสดงมีใจความว่าอดีตชาติหนึ่งพระองค์ทรงเสวยชาติพระโพธิสัตว์เป็นลูกนกคุ่มที่เพิ่งฝักไข่ ปีกหางจึงยังไม่แข็งแรงดี วันหนึ่งพ่อนกกับแม่นกได้ออกหาอาหารตามปกติ ในวันนั้นได้เกิดไฟป่าลุกลามไปทั่วไม่นานไฟก็ได้ลามมายังรัง แต่นกคุ่มสองผัวเมีย ได้บินออกจากรังไป เพราะกลัวตายปล่อยให้นกคุ่มลูกน้อยนอนผจญภัยอยู่ตามลำพัง นกคุ่มน้อย เมื่อเห็นไฟไหม้ใกล้เข้ามา จึงรำลึกถึงคุณแห่งศีลและสัจจะแล้วว่า “คุณแห่งศีลมีอยู่ในโลก ความสัจ ความสะอาด และความเอ็นดูมีอยู่ในโลก ด้วยความสัจนั้น ข้าพเจ้าจักทำสัจกิริยาอันยอดเยี่ยมข้าพเจ้าพิจารณากำลังแห่งธรรมระลึกถึงพระชินเจ้าทั้งหลายในปางก่อนอาศัยกำลังสัจจะ ขอทำสัจกิริยา”

แล้วกล่าวเป็นคาถาว่า “ปีกของเรา” มีอยู่แต่ก็บินไม่ได้ เท้าทั้งสองของเรา มีอยู่แต่ก็เดินไม่ได้ มารดาและบิดาของเราออกไปหาอาหารดูก่อนไฟป่า ท่านจงถอยกลับไปเสียเถิด” ด้วยอำนาจแห่งสัตยาธิษฐานของลูกนกคุ่มไฟป่านั้นก็ดับลงไปหมดสิ้น จึงพ้นอันตรายด้วยเหตุนี้ นกคุ่มหรือ นกคุ้มจึงเป็นเสมือนคติความเชื่อว่ามีพลังพิเศษ สามารถในเรื่องป้องกันอัคคีภัยได้ บางแห่งกล่าวกันว่า หลายครั้งที่เกิดไฟไหม้ทุ่งหญ้าลุกลามไปทั่ว แต่แล้วเมื่อไฟมอดดับลงก็พบว่ารังของนกคุ่มอยู่ในกอหญ้า บางส่วนที่ไม่ไหม้ไฟ

นอกจากตัวนกคุ่มแล้ว ยังมีพรรณไม้มงคลชนิดหนึ่งที่มีความเชื่อว่าถ้าปลูกว่านนกคุ้มไว้นบริเวณบ้านจะให้คุณในทางป้องกันอันตรายต่างๆโดยเฉพาะในการป้องกันอัคคีภัยได้เป็นอย่างดี ซึ่งว่านนกคุ้มเป็นว่านที่มีอยู่หัวอยู่ใต้ดิน ลักษณะใบรีกลมคล้ายปีกนก มีลายแต้มสีเขียวเข้มสวยงาม ดอกมีสีขาวปนม่วงเล็กน้อย

ในส่วนเครื่องรางของขลังของนกคุ่ม หรือ นกคุ้ม แกะจากไม้สักไม้กาฝากและไม้มงคลอื่นๆ เป็นรูปตัวนกอ้วนกลมแล้วลงอักขระยันต์ บูชาห้าตัวบ้าง สองตัวบ้างตามศรัทธา ถือเป็นวัตถุมงคลบูชาไว้คุ้มครองทรัพย์สิน ช่วยให้คลาดแคล้วจากภัยอันตรายทั้งปวง และป้องกันอัคคีภัยโดยผู้บูชาส่วนใหญ่จะเอานกคุ้มใส่พานบูชาด้วยน้ำหวาน น้ำผึ้งหรือขนมหวานต่างๆ

เครื่องรางของขลังเกี่ยวกับนกคุ้มอีกชนิดหนึ่ง คือ ผ้ายันต์นกคุ้มที่ใช้ในทางป้องกันอัคคีภัย ไฟไหม้ ฟ้าผ่าใช้พกติดตัวหรือติดไว้ที่บ้านเรือน โดยนำเอาคำอธิษบานซึ่งเป็นคาถาภาษาบาลีของพระโพธิสัตว์เมื่อครั้งเสวยชาติเป็นนกคุ่มมาผูกเป็นยันต์

ด้วยความเชื่อว่านกคุ้ม สามารถคุ้มครองคุ้มภัยได้ จึงมีผู้หาเครื่องรางของขลังพลังนกคุ้มมาบูชาไม่ว่าจะเป็นตามร้านค้า ร้านอาหารและบ้านเรือน ซึ่งนกคุ้มนี้ดูจะคุ้มสมชื่อจริงๆ เพราะนอกจากจะเป็นเรื่องรางแล้ว มองดูดีๆ ก็เป็นของประดับตกแต่งบ้านที่กลมกลืนไปกับเครื่องเรือนอื่นๆ พูดง่ายๆก็คือ ได้ทั้งโชคลาภแถมยังสวยอีกด้วย คุ้มจริงๆ

คาถาบูชานกคุ้ม

บูชาด้วยข้าวสารและน้ำสะอาด

นะโม 3 จบ

สันติ ปักขา อะปัตตะนา

สันติปาทา อะวัญจะนา มาตา ปิตา จะนิกขันตา ชาตะ

เวทะ ปะฏิกกะมะ นะโมพุทธายะ

วันศุกร์ที่ 1 สิงหาคม พ.ศ. 2557

เครื่องลางโชคลาภ สีผึ้งเสน่ห์กามสูตร

สีผึ้งเสน่ห์กามสูตร

ขี้ผึ้ง เป็นของธรรมดาอย่างหนึ่ง แล้วแต่ว่าผู้นำมาใช้จะใช้ในการทำสิ่งใด ถ้าหากเป็นช่างปั้นก็ใช้เป็นวัสดุสำคัญในการทำหุ่นขี้ผึ้งเพราะอ่อนตัวง่าย เนื้อละเอียดมีความมัน ช่างหล่อเทียนใช้ขี้ผึ้งเพราะมีความยืดหยุ่นดี แตกหักยากสามารถดัดโค้งได้ น้ำตาเทียนน้อยผู้ประกอบการเครื่องสำอางใช้ไขขี้ผึ้งเป็นหัวเชื้อหลักในการทำสบู่และลิปมัน แต่หากเป็นผู้เชี่ยวชาญทางไสยเวท ขี้ผึ้งนั้นกลับมีความสำคัญที่ต่างออกไป เพราะขี้ผึ้งเป็นวัสดุหลักที่ก่อให้เกิดสุดยอดวิชามหาเสน่ห์

เมื่อกล่าวถึง สีผึ้ง เราก็จะเข้าใจกันดีว่าเป็นเครื่องรางของขลังชนิดหนึ่งที่อยู่ในตลับ มีกลิ่นฉุนและหอมอ่อนๆ ระคนกันมีสรรพคุณในทางเสน่ห์โดยเฉพาะ สีผึ้งนี้ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อหนุนดวงชะตาผู้ใช้ คนสมัยโบราณถือว่าเป็นของดีมีคุณใช้ป้ายปากป้ายคิ้วเสียมันแผล็บ หรือไว้ใช้พกติดตัว เจิมหน้าผาก เจิมของขายเป็นมหาเสน่ห์ว่ากันว่ามีวิธีใช้ให้เกิดผลคือ ใน 7 วันจะใช้ได้ 2 วันคือ วันอังคารและวันเกิดของผู้ใช้ จะทำให้เป็นที่รักแก่ผู้คนรอบข้าง โดยมีวิธีสร้างและวิธีใช้เฉพาะทาง ตำราใครตำรามันแต่โดยส่วนใหญ่ส่วนผสมมักเป็นน้ำมันจันทน์ ว่านมหาเสน่ห์ต่างๆ แผ่นทองคำเปลว น้ำตาปลาพะยูน น้ำมันช้างตกมันนำมาหุงกับรังผึ้ง โดยฟืนที่ใช้คือเศษกระดูกจากป่าช้า 7 แห่ง หรือฟืนจำพวกตะปูตอกโลงศพ หุงแล้วจะออกมาเป็นสีดำค่อนข้างจัดเป็นบ้าง สีขาว สีเหลือง สีน้ำตาลแก่แตกต่างกันไป แล้วปลุกเสกด้วยคาถาต่างๆนับร้อยๆบท พันๆจบ บ้างก็ปลุกเสกคาถา คาถาหนึ่งว่ากันว่าเป็นคาถาสะกดจิตของนางอัปสร ซึ่งเมื่อเอ่ยถึงนางอัปสรก็รู้ได้ในทันทีว่าต้องเกี่ยวข้องกับเสน่ห์กามคุณแน่นอน

อีกแบบหนึ่งเป็นสีผึ้งแบบไสยศาสตร์เต็มที่ คือ สีผึ้งเป็นการผสมผสารระหว่างขี้ผึ้งที่ใช้ปิดปากศพตายทั้งกลม และจำพวกศพตายโหง ผสมกับน้ำมันพรายที่ไดจากการลนคางศพประเภทเดียวกัน รวมไปถึงมีชิ้นส่วนต่างๆ ของศพ แล้วนำมาเคี่ยวรวมกับน้ำมันพรายอื่นๆ และว่านมหาเสน่ห์อีกหลายชนิด ปลุกเสกเป็นสีผึ้งว่ากันว่าจะทำให้เกิดความเสน่หาในตัวผู้ใช้ในลักษณะที่ว่าใครเห็นแล้วรักหลงหัวปักหัวปำในตลับสีผึ้งทั่วไปมักจะฝังตะกรุดเงินบ้าง ลูกกรอกบ้าง ไม้แกะรูปนกสาลิกาบ้าง

สรรพคุณ
ของสีผึ้งให้ผลทางเมตตามหาเสน่ห์แก่ผู้พบเห็น และเหมาะสำหรับผู้ที่ไม่สมหวังในความรัก หากนำไปใช้ในทางผิดศีลธรรมวากันว่าอานุภาพจะเสื่อม เจรจาต่อรอง ติดต่อธุรกิจต่างๆ ทวงหนี้สิน เข้าหาผู้หลักผู้ใหญ่ ไปไหนมาไหนมีแต่คนทักรักนิยมชมชอบแต่ผู้ใช้เองก็ไม่ควรลืมระวังคำพูดคำจา ยิ้มแย้มแจ่มใสอัธยาศัยดีมีมารยาทของตนเอง ขืนเอะอะโวยวายหยาบคายหน้าบึ้งไปหาหรือพูดจากับใครต่อให้ป้าย สีผึ้งหมดตลับจนหน้ามันเยิ้มก็อาจได้รอยมือรอยเท้ากลับมาก็เป็นได้

คาถาเสกขี้ผึ้ง

นะชาลีติ อุชาลีติ จิตตังปุริโส จิตติพิคินิเม

มุธุจิตตัง พัดเทเอหิ 7 จบ

เครื่องลางโชคลาภ สาลิกานกเสน่ห์ยาแฝด

สาลิกานกเสน่ห์ยาแฝด

นกสาลิกาอาศัยอยู่ในป่าดงดิบ แต่ก็พอพบได้ตามชายป่า หากินอยู่ในพุ่มที่รกทึบและป่าไผ่ที่ขึ้นอยู่หนาแน่น เป็นนกที่อยู่ในวงศ์เดียวกับกาแต่มีสีสัน ลักษณะเด่นๆ คือ มีปากหนาสีแดงสดเป็นนกที่มีเสียงไพเราะจับใจและขันเก่ง โดยเฉพาะเวลากู่หาคู่เป็นจังหวะอันเป็นจุดเด่นของนกสาลิกาจึงเป็นนกที่ทางไสยศาสตร์จับความหมายไปในทางเสน่ห์ทางการเจรจา ให้คุณในเรื่องความรักความเมตตาและรวมถึงการค้าขาย

นกสาลิกาจึงเป็นเครื่องรางของขลังที่มีผู้คนนิยมด้วยความเชื่อความศรัทธาว่ามีคุณในด้านเมตตามหานิยมในการเจรจาพาทีให้เป็นที่รักของผู้คน เป็นวิชาที่มีอาถรรพ์มากมายมาตั้งแต่โบราณกาล จะนิยมไปในทางเสน่ห์ยาแฝดเสียส่วนใหญ่ มีทั้งเครื่องรางพกติดตัวเป็นของขลังเพิ่มเสน่ห์ และทำผ้ายันต์ หรือการลงยันต์ติดกายและมักทำเป็นคู่ เช่น นกสาลิกาแกะไม้ คือ การแกะรูปนกสาลิกาขึ้นมาจากไม้อาธรรพณ์ชนิดหนึ่ง โดยที่ต้องเข้าไปทำพิธีในป่าลึกเพื่อจารอักขระเลขยันต์ในขณะที่นกสาลิกาที่กำลังส่งเสีง และปลุกเสกจนเกิดนิมิตเห็นนกสาลิกาไม้มีชีวิต

นากสาลิกาในตลับสีผึ้ง คือ การแกะไม้อาถรรพณ์ หรืองาช้างหรือปั้นผงเป็นรูปนกสาลิกา สองตัวเป็นสัญลักษณ์แทนตัวผู้และตัวเมียปลุกเสก แล้วบรรจุลงในตลับสีผึ้งสาลิกาอีกทีหนึ่ง มีนัยเกี่ยวกับการครองเรือน และการผูกใจคู่ครอง

ตะกรุดสาลิกา คือ แผ่นทองและเงิน จารอักขระตัว “นะ” แล้วม้วนเป็นตะกรุดปลุกเสกใส่ในสีผึ้งสาลิกา

ขี้ผึ้งสาลิกา คือ การหุงขี้ผึ้งบริสุทธิ์มากวนกับน้ำมันหอม แล้วปลุกเสกด้วยถาถาทางเมตตามหานิยมไปพร้อมกับวัตถุอาถรรพ์ต่างๆใช้สำหรับสีปาก

และสุดท้ายคือ สาลิกาลิ้นทอง คือ รูปยันต์ประเภทหนึ่งใช้ลงอักขระที่ปลายลิ้นหรือที่ฟันซี่หน้าแถบบนโดยไม่ต้องลงหมึกแบบการสักยันต์ทั่วไป เชือกันว่าสามารถบังเกิดเมตตามหานิยม

คนนิยมชมชอบ เจรจาติดต่อค้าขายราบรื่น คนรักหลงใหลกล่าวกันว่าพิธีนั้นต้องประกอบกันในป่าช้า และใช้โลงของศพตายโหงผู้ทำพิธีและผู้จะลงยันต์สาลิกาต้องลงไปอยู่ในโลงใบเดียวกันและภาวนาบริกรรมคาถา จนกว่าจะมีนกสาลิกาบินมาจับที่ขอบโลงจึงจะลงอักขระได้ เมื่อนกสาลิกาบินจากไปเมื่อไหร่จึงเสร็จพิธี ว่ากันว่าผู้ทีได้รับการลงยันต์สาลิกาลิ้นทองแล้วเมื่อกล่าววาจาใดๆ จะมีแต่ผู้คนเชื่อถือ แต่ทั้งนี้ก็มีข้อห้ามต่างๆมากมาย เช่น ห้ามกล่าวว่าบุพการี ครูบาอาจารย์ ผู้มีพระคุณ ห้ามให้ใครเล่นศีรษะ ห้ามลอดใต้ราวผ้า ห้ามกินอาหารเหลือหรือดื่มร่วมแก้วกับผู้อื่น ห้ามแช่งด่า ใส่ร้าย ใส่ความผู้อื่นเพราะอาจทำให้อิทธิคุณเสื่อม แม้เครื่องรางของขลังนกสาลิกาจะมีคำร่ำลือในด้านมหาเสน่ห์ เมตตามหานิยม มหาโชคลาภ นำความเจริญรุ่งเรืองมาสู่ผู้บูชา แต่ถ้าผู้ใช้อยากครอบครองโดยไม่รู้อิทธิคุณของเครื่องลางของขลังอย่างกระจ่างจริง แต่เสาะหามาเพียงเพื่อแค่จะเอาเปรียบผู้อื่นก็อย่าได้มีไว้ในอาณัติเสียจะดีกว่า อย่างที่กล่าวกันไว้สิ่งไหนที่ไม่รู้จริงแล้วพิรี้พิไรใช้ของบางอย่างเขาว่ามันจะมีอันตรายมากนัก

คาถาบูชานกสาลิกา

ตั้งนะโม 3 จบ

เอหิสาลิกา วันตานัง เมตตัมพุทเส

อิเนหะรัตถัง สาลิกาลาโภ ภะวันตุเม

วันพฤหัสบดีที่ 31 กรกฎาคม พ.ศ. 2557

เครื่องลางโชคลาภ ชูชก พราหมณ์เฒ่ามหาลาภ


                                      ชูชก พราหมณ์เฒ่ามหาลาภ

ชูชก พราหมณ์แก่ หลังโก่ง ตาถลน เนื้อตัวมีเส้นเอ็นปูดโปน ผิวพรรณมีแต่ไฝฟ้าขี้แมลงวัน พุงโลไม่น่าเชื่อว่าท่าทางอัปลักษณ์นี้ แต่กลับเป็นมีโชคอย่างน่าอิจฉา จนเป็นเครื่องลางโชคลาภ ที่เป็นที่นิยมในที่สุด ตามท้องเรื่องพระเวสสันดรกล่าวว่าตาเฒ่าชูชกมีอาชีพเป็นขอทานที่ขยันขันแข็งเที่ยวขอทานเก็บเงินจนมีฐานะร่ำรวย แต่ก็ยังไม่วายที่จะตระเวนขอทานไปเรื่อยๆ ด้วยความที่กลัวว่าเงินจะถูกขโมย ตาเฒ่าจึงนำไปฝากสหายพราหมณ์สองผัวเมีย แล้วตัวเองก็เดินทางขอทานต่อไปและไม่ได้กลับมาทวงเงินคืนเป็นเวลานานมาก แต่วันหนึ่ง เฒ่าชูชกนึกขึ้นได้จึงกลับไปทวงเงินคืนจากสหาย แต่สหายกลับใช้เงินนั้นไปจนหมดแล้ว เกรงว่าจะผิดใจต่อกันจึงยกนางอมิตดาลูกสาวคนสวยให้แทน กลายเป็นว่าชูชกโชคช่วยได้เมียเด็กเมื่อครั้นจะเข้าปาไปทูลขอกัณหาชาลี พระกุมารของพระเวสสันดร เพื่อให้มาเป็นทาสีทาสารับใช้ นางอมิตดาเมียสาวก็กลับกลายเป็นคุณประโยชน์ให้พระเวสสันดรได้บำเพ็ญเพียรครั้งยิ่งใหญ่ เฒ่าชูชกจึงพลอยได้กุศลทานในครั้งนี้ด้วย ระหว่างทางกลับบ้านได้ถูกพระเจ้ากรุงสญชัยเข้าใจผิดคิดว่าเป็นผู้นำพระกุมารกลับสู่กรุง จึงประทานรางวัลเป็นแก้วแหวนเงินทองและปราสาทเจ็ดชั้นพร้อมนางสนมกำนัลมากมายให้ ตาเฒ่าชูชกจึงเปรมปรีดิ์จนลืมนางอมิตดาไปเลย แม้ว่าภายหลังจะพบกับจุดจบแบบพิสดารท้องแตกตายก็ตาม แต่ช่วงชีวิตบั้นปลายของตาเฒ่าร่างร้ายนี้ก็มีแต่โชคลาภ


โชคของเฒ่าชูชกเหล่านี้จึงเป็นที่มาของของลัง ชูชกมหาลาภปั้นหล่อพิมพ์ลอยด้วยทองแดง ดินเผา เงิน ทองเหลือง ตะกั่ว สัมฤทธิ์และแกะไม้ เป็นรูปชายแก่มุ่นผมมวยแบบพราหมณ์ นุ่งโจงกระเบนไม่สวมเสื้อ หนวดเคายาว ท้องป่องถือไม้เท้า และสะพายย่ามมีอานุภาพด้านบันดาลโชคลาภ เมตตามหานิยมตามแบบประวัติของตาเฒ่า นอกจากนี้ยังนิยมสร้างแบบเหรียญและผ้ายันต์อีกด้วยซึ่งอานุภาพของ ชูชกมหาลาภนี้ ผู้บูชาต้องยึดมั่นในความขยันและซื่อสัตย์สุจริตตามแบบชูชกในท้องเรื่องพระเวสสันดรควบคู่ไปด้วย

คาถาบูชาชูชก

นะโม 3 จบ

อิติ สุคะโต ชะนาสุโภ ชูชะโก สุคะโต อิติ

คาถาอธิษฐานขอพรจากชูชก

นะโม 3 จบ

อุล ลุม ปะฐะ มัง ภันเต ยัง ยัง ปุริโสวา อิตถีวา ทุเรหิวา สมิเปหิวา

เถรัสสะ อานุภาเวนะ สทาโหติ ปิยังมะมะ

เมื่อว่าคาถานี้จบแล้วให้ตั้งจิตอธิษฐานถึง ชูชกมหาลาภ

ให้ช่วยเหลือในสิ่งที่ปรารถนา

วันพุธที่ 30 กรกฎาคม พ.ศ. 2557

ความลับจากสิ่งเหนือธรรมชาติ

ความลับจากสิ่งเหนือธรรมชาติ

เรื่องราวของเครื่องรางของขลัง เป็นเรื่องคุ้นหูที่ลึกลับและกว้างขวางที่มีประวัติมาอย่างยาวนานในประเทศไทยสมัยโบราณ เครื่องรางของขลังเป็นสิ่งที่ปลุกสร้างขึ้นมาเพื่อให้นักรบมีไว้ติดตัวเป็นมงคลและขวัญกำลังใจเพียงอย่างเดียว อันมีพระเกจิผู้เรืองเวทเป็นผู้ประดิษฐ์คิดสร้างขึ้นโดยเลือกใช้วัสดุจากธรรมชาติที่เชื่อถือกันว่ามีความศักดิ์สิทธิ์ในตัว มีเทวดาคอยปกปักรักษาหรือใช้วัสดุที่เชื่อว่ามีความอาถรรพณ์ลึกลับและนำมาเล่นแร่แปรธาตุปลุกเสกตามวิชาไสยเวทจนกลายเป็นวัตถุที่มีความมหัศจรรย์และสามารถปกป้องคุ้มภัย หรือบันดาลความเป็นไปต่างๆ ในชีวิตมนุษย์ได้

อาจกล่าวได้ว่าเรื่องลึกลับและความมหัศจรรย์นั้น หาคำตอบไม่ได้เพียงแต่รับรู้และเข้าใจกันว่าเป็นศาสตร์ที่เชื่อถือกันมานมนานมาตั้งแต่โบราณและจะยังคงดำเนินเรื่อยไปไม่มีที่สิ้นสุด แรกเริ่มเดิมทีมนุษย์มีความเชื่อและเกรงกลัวต่อปรากฏการณ์ทางธรรมชาติ นับถือภูตผีเป็นเทพเจ้า เมื่อต้องการให้เกิดความสำเร็จผลในสิ่งใด ก็จะพึ่งพาการสวดอ้อนวอนขออำนาจจากเทพเจ้าให้มาบันดาลให้ หากได้สมปรารถนาก็จะตอบแทนด้วยการบูชาบวงสรวง และเพิ่มพูนความเชื่อมั่นโดยกระทำสืบต่อกันมาเป็นประเพณี คราใดที่เกิดเหตุร้ายหรือภัยธรรมชาติก็ยังคงเชื่อกันว่าเป็นการกระทำด้วยความพิโระของเทพเจ้าก็จะประกอบพิธีกรรมบวงสรวงตลอดจนกลายมาเป็นวิชามนตร์ดำหรือไสยศาสตร์เพื่อติดต่อกับเทพเจ้าที่นับถือในที่สุด

ตามธรรมดามนุษย์มักต้องการเอาชนะธรรมชาติและอ้อนวอนธรรมชาติไปพร้อมๆกัน จึงได้คิดค้นพิธีกรรมหรือกรรมวิธีใหม่ๆโดยใช้อำนาจของจิตหรือพลังจิตในการบังคับควบคุมสิ่งต่างๆให้เป็นไปตามความต้องการได้โดยผู้ที่จะทำได้นั้นคือผู้ที่มีจิตใจมุ่งมั่นต่อสิ่งใดสิ่งหนึ่งที่ตนต้องการอย่างแน่วแน่ จนกระทั่งสิ่งใดสิ่งหนึ่งนั้นสัมฤทธิ์ผล หรือเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า เป็นผู้มีวิชาแห่งจิตแก่กล้าสิ่งเหล้านี้คือการอธิษฐานจิต

เมื่อมนุษย์นั้นเชื่อมั่นในการอธิษฐานจิตของตนเอง จึงคิดค้นการส่งต่อหรือบรรจุความมุ่งมั่นแห่งจิตนั้นไว้ในสิ่งใดสิ่งหนึ่งและสิ่งที่ถูกเลือกนั้นคือ “วัตถุบางอย่าง” อันประกอบสร้างขึ้นมาจากแร่โลหะดินกระดูกชิ้นส่วนจากสัตว์ที่มนุษย์เชื่อว่ามีความอาถรรพณ์วิเศษ ผนวกกับความเชื่อเรื่องโชคลางอันหมายถึงทั้งเหตุร้ายและเหตุดี และนำมาผสมผสานกับจิตอธิษฐาน อันแน่วแน่ของตน (คือ การปลุกเสกหรือบริกรรมคาถานั่นเอง) ดังนั้น “วัตถุบางอย่าง” จึงได้ถือกำเนิดขึ้นมาเพื่อป้องกันและยับยั้งเหตุร้ายอย่างสมบูรณ์ ซึ่งมีรูปแบบและลักษณะต่างๆทั้งเครื่องพก เครื่องห้อย เครื่องคาด หรือแม้กระทั่งเครื่องอม สามารถจำแนกได้ดังนี้

วัตถุที่เรียกว่า “เครื่องราง” คือ วัตถุตามธรรมชาติที่มนุษย์สร้างและปลุกเสกขึ้นเพื่อให้เกิดมีพลังอาถรรพณ์และวัตถุที่เรียกว่า “ของขลัง” คือ วัตถุตามธรรมชิตที่เชื่อกันว่ามีความวิเศษในตัวเองแม้ไม่ได้รับการปลุกเสก และชนิดสุดท้ายเรียกว่า “เครื่องรางของขลัง” การนำวัตถุตามธรรมที่เชื่อว่ามีความวิเศษ มาปลุกเสกให้เกิดพลังปาฏิหาริย์โดยผู้ที่ทำหน้าที่สร้างและปลุกเสกนี้มีสองประเภทคือ ผู้ที่มีจิตมุ่งมั่นต้องการช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ในทางหนึ่งที่ตนถนัด และผู้ที่มีจิตตกต่ำที่ต้องการช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ในทางหนึ่งที่ตนถนัด และผู้ที่มีจิตตกต่ำที่ต้องการให้ผู้อื่นตกอยู่ภายใต้อาณัติของตนเท่านั้น ดังจะพิจารณาได้จากตำนานหรือเรื่องเล่าต่างๆ ของเกจิพระอาจารย์ผู้มีจิตเหนือมนุษย์และคนบางกลุ่มที่มีจิตลุ่มหลงไปในทางเสื่อมที่ใช้สิ่งอันดำมืดเป็นเครื่องมือเพื่อมุ่งร้ายผู้อื่น

ดังนั้นจึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่มนุษย์มีความเชื่อและนิยมหาเครื่องรางของขลังที่มีคำร่ำลือว่าสามารถป้องกันสิ่งอัปมงคลและบันดาลให้เกิดโชคลาภได้มาบูชา แม้จะเป็นความเชื่อส่วนบุคคลแต่จำนวนผู้บูชากลับมีให้เห็นอยู่เป็นจำนวนไม่น้อยซึ่งต่างก็เชื่อว่าได้เกิดเหตุการณ์อันลึกลับมหัศจรรย์อยู่บ่อยครั้ง

แต่สิ่งที่ผู้นิยมและผู้ที่สนใจควรทราบเป็นอันดับแรกคือความเป็นมา ความเชื่อ ความหมาย ความสำคัญของเครื่องรางของขลังแต่ละชนิดรวมทั้งชนวนมวลสารที่ใช้ประกอบขึ้นมาซึ่งมีทั้งมวลสารอันเป็นมงคลและมวลสารอันไม่เป็นมงคล เพื่อรับทราบถึงคุณและโทษ รวมถึงความอันตรายของของขลังบางชนิดที่ไม่อาจมองเห็นได้ด้วยตาเปล่าด้วย

สำหรับผู้ที่ยังมีข้อกังขาและไม่แน่ใจในเรื่องเหล่านี้ อาจเป็นเพราะ “ความไม่สนใจ” นั่นเองที่เป็นประตูกั้นความเชื่อ ซึ่งประตูนั้นอาจจะระเบิดออกมาได้ในสักวันหนึ่ง หรืออาจจะปิดตายไปตลอดกาลก็ตามแต่ ก็ให้ถือเสียว่านี่คือความรู้เท่านั้นก็พอ สำหรับคนที่เชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่ง ก็ไม่ได้แปลว่าเป็นคนที่งมงายหรือว่าล้าหลังแต่อย่างใด เพราะแม้แต่ในบางครั้ง “บางสิ่ง” ที่เกิดขึ้นก็ไม่อาจจะหาคำตอบเพื่ออธิบายและไม่อาจปฏิเสธได้ว่า “ไม่มี” เพราะตามปกติแล้วมนุษย์มีความต้องการที่จะควบคุมธรรมชาติและยังต้องการเป็นผู้ชนะในทุกสิ่งไม่เว้นแม้แต่ความเชื่อของตนเอง.